วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

"ชาวบ้านป่าคลอก" ปิดถนนประท้วงไฟฟ้าริมถนนดับนานแรมปีไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบ

เผยชาวบ้านในพื้นที่ตำบลป่าคลอก ภูเก็ต สุดทนเหตุไฟฟ้าริมถนนสายอนุสาวรีย์-ป่าคลอก ไม่ติดนานแรมปี เรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขแต่ไร้ผล ล่าสุดรวมตัวปิดถนน เผายางรถยนต์ กลางดึก จนท.เร่งแก้ปัญหาไฟฟ้าต้องติดภายใน 7 วัน
      
       วันที่ 15 ก.ค.54 นายวีระ ชาญเกศ ผู้ใหญ่บ้าน ม.1 บ้านผักฉีด ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต กล่าวถึงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่บ้านผัดฉีดซึ่งประสบปัญหาไฟฟ้าริมถนนสายอนุสาวรีย์-ป่าคลอก ดับมานานเป็นแรมปีว่า ชาวบ้านในพื้นที่กำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักเนื่องจากไฟฟ้าแสงสว่างริมถนนไม่มีทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งซึ่งเดิมนั้นไฟฟ้าริมถนนดังกล่าวมีตามปกติแต่เมื่อมีการขยายถนนใหม่เมื่อปี 2553
      
       ปรากฏว่า ไม่มีไฟฟ้าริมถนนทำให้ประชาชนที่ใช้รถสัญจรไปมาบริเวณถนนดังกล่าวไม่ได้รับความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานแต่ไม่ได้รับการแก้ไข
      
       จนกระทั่งล่าสุด เมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 14 ก.ค.54 ชาวบ้านในพื้นที่ประมาณ 200 คน ได้รวมตัวกัน นำถังขยะ-รถจักรยานยนต์ พร้อมเครื่องกีดขวางอื่นๆมาปิดถนน เพื่อไม่ให้รถที่สัญจรไปมาในเส้นทางดังกล่าวได้ และมีการเขียนข้อความโจมตีหน่วยงานราชการต่างๆ เช่น ร้องเรียนเท่าไร ไฟก็ไม่ติดนอกจากนั้นยังมีการเผายางรถยนต์บนถนนด้วยเพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน
      
       หลังจากมีการปิดถนน เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่เพื่อร่วมหารือกับชาวบ้านซึ่งในการเจรจาทางผู้นำท้องถิ่นรับปากกับชาวบ้านจะนำปัญหาดังกล่าวไปหารือกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนและจะทำให้ไฟฟ้าริมถนนติดภายใน 7 วัน ซึ่งสร้างความพอใจให้กับชาวบ้านและแยกย้ายกันกลับ
      
       นายประคอง พลายกวม สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลป่าคลอก ม.8 กล่าวว่า เส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางสายหลัก นักท่องเที่ยวที่จะลงเรือไปเที่ยวเกาะพีพี จ.กระบี่ เกาะยาวใหญ่-เกาะยาวน้อย จ.พังงา เกาะกระดาน จ.ตรัง รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในฝั่งอันดามันอีกหลายจะต้องเดินทางผ่านถนนสายดังกล่าว ที่ผ่านมาได้มีการขยายถนนจาก 2 เลน เป็น 4 เลน เพื่อรองรับการท่องเที่ยว และเพื่อความสะดวกในการเดินทางของประชาชน
      
       แต่เมื่อมีการขยายถนนแล้วเสร็จกลับพบปัญหาไฟฟ้าริมถนนไม่ติด และในช่วงเวลากลางคืนจะเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง จนทำให้ชาวบ้านเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก นอกจากนั้นขโมยก็ชุกชุม ซึ่งที่ผ่านมามีการร้องเรียนอย่างต่อเนื่องกับหน่วยงานที่รับผิดชอบแต่จะปัดความรับผิดชอบ จนชาวบ้านสุดทน และออกมาปิดถนนและจุดยางรถยนต์กลางถนนดังกล่าวขึ้น เพื่อประชดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน ที่ไม่เคยเหลียวแล แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

บึ้มถล่ม “ฮัมวี่” ทหาร รปภ.ครูเบตงเจ็บ 5 นาย

เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดน้ำหนัก 15 กก.ถล่มรถยนต์ ฮัมวี่ทหาร ฉก.ยะลา 16 ชุดรักษาความปลอดภัยครู บนถนนสายยะลา-เบตง ทำให้ทหารบาดเจ็บ 5 นาย เจ้าหน้าที่คาดฝีมือทีมงาน อุสตาซโซ๊ะ
      
       เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 12 ก.ค.54 ร.ท.สุชิน วังชิ้น ผบ.ร้อย.ม.3 ฉก.ยะลา 16 ได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ทหาร บนถนนสาย 410 ยะลา-เบตง (สายเก่า) หมู่ 3 บ.กม.36 ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา ทำให้ทหารบาดเจ็บ 5 นาย จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ตชด.445 เบตง
      
       เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบหลุมระเบิดบริเวณคอสะพานบ้าน กม.36 กว้างประมาณ 1 เมตร พบรถฮัมวี่ของ ชุด รปภ.ครูโรงเรียนบ้านใหม่วันครู พลิกตะแคงรอบๆ พบร่างทหารนอนร้องครวญครางอยู่ข้างรถฮัมวี่จำนวน 5 นาย ทราบชื่อ คือ จ.ส.อ.สำรวย พิมพ์โมธี อายุ 45 ปี ส.อ.แดง ปรงสมัย อายุ 25 ปี ส.ท.ภัทรพงษ์ ยะแก้ว อายุ 23 ปี พลฯวีรพงษ์ ยั่งยืน อายุ 21 ปี และ พลฯวิกรม พรเมือง อายุ 21 ปี ซึ่งทั้งหมดเป็นทหารร้อย ม.3 พัน 135 ฉก.ยะลา 16 จึงได้ให้เจ้าหน้าที่จากหน่วยกู้ภัยเบตงและหน่วยกู้ภัยตำบลอัยเยอร์เวงนำร่างผู้บาดเจ็บทั้งหมดส่งไปยังโรงพยาบาลเบตง
      
       สอบสวนทราบว่า ขณะที่ จ.ส.อ.สำรวย พิมพ์โมธี พร้อมพวกจำนวน 8 นาย โดยมี รถจักรยานยนต์นำหน้า 1 คัน พร้อมเจ้าหน้าที่ทหาร 2 นาย และตามด้วยรถฮัมวี่ มีเจ้าหน้าที่ทหารอยู่ประจำรถจำนวน 4 นาย และมีรถจักรยานยนต์ตามหลังอีก 1 คัน 2 นาย ออกจากฐานปฏิบัติการที่วัด กม .29 ม.3 ต.อัยเยอร์เวง ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 7 กิโลเมตรและห่างจากสถานีตำรวจภูธรอัยเยอร์เวงเพียง 300 เมตร ปฏิบัติภารกิจดูแลรักษาความปลอดภัยให้คณะครูและประชาชนในพื้นที่ เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวบริเวณคอสะพานทำให้รถฮัมวีและทหารที่นั่งมากับรถรวมทั้งทหารที่ขับขี่รถจักรยานยนต์นำหน้าต่างกระเด็นไปคนละทิศละทาง หลังจากนั้นชุดที่ถูกลอบวางระเบิดตั้งสติได้จึงวิทยุขอความช่วยเหลือดังกล่าว
      
       เจ้าหน้าที่คาดว่า คนร้ายมีจำนวน 6 คน และมานั่งดักรอเจ้าหน้าที่ทหารชุดลาดตระเวนล่วงหน้า รปภ.ครู ซึ่งเจ้าหน้าที่คาดว่าเป็นระเบิดชนิดแสวงเครื่องน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 15 ก.ก. จุดชนวนด้วยระบบแบตเตอรี่ ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าเป็นฝีมือของ นายอิสมาแอล ระยะหลง หรืออุสตาซโซ๊ะ แกนนำระดับสั่งการ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เคลื่อนไหวของนายอิสมาแอล แกนนำก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ อ.บันนังสตา, อ.ธารโต และ อ.เบตง จ.ยะลา
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เครื่องบินรบ Gripen 39CD เข้าประจำการที่สุราษฎร์ฯ แล้ว

กองทัพอากาศจัดพิธีบรรจุเครื่องบินรบขับไล่ Gripen 39CD และ เครื่องบิน Saab 340 AEW/B เข้าประจำการ ณ กองบิน 7 สุราษฎร์ธานี เป็นทางการแล้ว
      
       วันที่ 7 ก.ค.54 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กระทรวงกกลาโหม เป็นประธานพิธีบรรจุเครื่องบินรบขับไล่ Gripen 39C/D แบบที่ 20/ก ของกองทัพอากาศ และเครื่องบิน Saab 340 AEW/B เป็นเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนแบบที่ 1 และเครื่องบิน Saab 340 จะบรรจุเป็นเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 17 เข้าประจำการในฝูงบิน 702 กองบิน 7 สุราษฎร์ธานี โดยในวันนี้มีพิธีทางศาสนา พระราชพิพัฒณาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์พร้อมด้วยผู้นำเหล่าทัพและแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมเป็นสักขีพยานเป็นจำนวนมาก
      
       เครื่องบินรบขับไล่ Gripen 39C/D มี นาวาอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย เป็นผู้บังคับฝูงบิน 701 เป็นผู้บังคับฝูงพร้อมด้วยนักบินและเจ้าหน้าที่ส่วนเกี่ยวข้องจำนวน 38 นาย
      
       ทั้งนี้ การบรรจุเข้าประจำการของเครื่องบินรบขับไล่ Gripen 39C/D ทำให้กองบิน 7 มีขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจการป้องกันทางอากาศ การสนับสนุนการปฏิบัติร่วมกับเหล่าทัพอื่นๆ และการคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ในลักษณะของการปฏิบัติการอย่างเป็นระบบร่วมกับ เครื่องบิน Saab 340 AEW และการเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธีในระบบของการใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลางเพื่อให้ได้มา ซึ่งความได้เปรียบทางข้อมูลข่าวสาร
      
       รวมไปถึงการหยั่งรู้เท่าทันสถานการณ์ ทวีความสามารถการบัญชาการ และการควบคุมลดจุดอ่อนระบบป้องกันทางอากาศ ขยายขีดความสามารถการตรวจจับเป้าหมายและการเคลื่อนไหวทางอากาศของฝ่ายตรงข้าม สามารถติดต่อสื่อสาร ส่งผ่าน เชื่อมต่อ และถ่ายทอดข้อมูล เร่งวงรอบของขบวนการตัดสินใจในระบบบัญชาการ และควบคุม ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ ทันเวลา นำไปสู่การทวีอำนาจกำลังรบ
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เรือร้านสมุดลอยน้ำใหญ่ที่สุดในโลกเตรียมเข้าเทียบท่าที่ภูเก็ต


เชิญชวนชาวภูเก็ตร่วมต้อนรับเรือ โลโกสโฮปซึ่งเป็นร้านหนังสือลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกเข้าเทียบท่าที่ภูเก็ต
      
       มร.เฮฟเวอร์ตัน มิวนิส ผู้จัดการโครงการ มร.ฟรังชัวร์ วอสลู ฝ่ายกิจกรรมบนเรือ และนายยุงยุทธ เกรียงปริญญากิจ ฝ่ายกิจกรรมบนฝั่งเรือ โลโกสโฮปร่วมกันเปิดเผยถึงการเดินทางเข้าเทียบท่าที่จังหวัดภูเก็ตเป็นครั้งแรกของเรือโลโกสโฮปซึ่งเป็นเรือร้านหนังสือลอยน้ำที่มีขนาดของร้านใหญ่ที่สุดในโลกว่า ขณะนี้เรือ โลโกสโฮปมีกำหนดการที่ชัดเจนจะเข้าเทียบท่าที่จังหวัดภูเก็ตเป็นครั้งแรกที่บริเวณท่าเทียบเรือน้ำลึกภูเก็ต ต.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต ในระหว่างวันที่ 17-27 สิงหาคม 2554
      
       สำหรับเรือโลโกสโฮป มีองค์การ GBA Ships e. v เป็นเจ้าของและผู้บริหาร ซึ่งเป็นองค์การการกุศล ซึ่งจดทะเบียนในประเทศเยอรมันนี บนเรือมีร้านจำหน่ายหนังสือมากกว่า 1,000 หมวดหมู่ ซึ่งครอบคลุมไปถึงหนังสือวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ กีฬา งานฝีมือ งานอดิเรก การทำอาหาร ศิลปะ จิตวิทยา งานช่าง และหนังสือสำหรับเด็ก พจนานุกรม และอื่นๆ
      
       หนังสือต่างๆ ได้ถูกคัดสรรเพื่อให้เป็นที่น่าสนใจในทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะครอบครัวและกลุ่มนักเรียน นักศึกษา โดยประชาชนและเด็กๆชาวจังหวัดภูเก็ตสามารถที่จะขึ้นชมได้หลังจากเรือเข้าเทียบท่าที่จังหวัดภูเก็ต
      
       โดย "เรือโลโกสโฮปเริ่มเดินเรือเมื่อเดือน ก.พ.ปี 2009 จากประเทศเดนมาร์กและได้แวะเยี่ยมท่าเรือต่างๆ มาแล้วจำนวน 49 ท่าใน 35 ประเทศเพื่อนำความรู้ ความช่วยเหลือและความหวัง ไปสู่ประชากรทั่วโลกและครั้งนี้เป็นการเดินทางเข้าภูเก็ตเป็นครั้งแรกของเรือลำนี้ โดยมีคนเข้าเยี่ยมชมบนเรือมากกว่า 1,330,000 คน
      
       อย่างไรก็ตาม องค์การ GBA Ships e. v มีเรืออีกหลายลำและดำเนินการตั้งแต่ปี 1970 ซึ่งประกอบด้วยเรือโลโกส, โลโกส 2 และเรือดูโลส ในการต้อนรับผู้เข้ามาเยี่ยมบนเรือกว่า 40 ล้านคน และได้จอดเทียบท่ากว่า 1,400 ท่า ในแถบทวีปลาตินอเมริกา อเมริกากลาง อเมริกาเหนือ แอฟริกา ยุโรป แคริบเบียน และเอเชีย
      
       ส่วนบนเรือลูกเรือและเจ้าหน้าที่ทุกคนบนเรือล้วนเป็นอาสาสมัครมีจำนวน 400 คน มาจาก 4 ประเทศ แต่ละคนจะมีระยะเวลาที่ทำงานบนเรือคนละ 2 ปี ซึ่งโครงการที่กำลังดำเนินงานอยู่นี้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ในฐานะองค์การที่ช่วยในการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศและนำอนาคตที่ดีมาสู่ประเทศที่ได้ไปเยือน
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

จนท.ศูนย์อนุรักษ์ฯ ที่ 5 ภูเก็ตจับพ่อค้าลอบขายซากกัลปังหา


เจ้าหน้าที่ศูนย์อนุรักษ์ฯ ที่ 5 จ.ภูเก็ต จับผู้ต้องหาพร้อมของกลางซากกัลปังหายึดกำไลทำจากกัลปังหาจำนวน 120 ชิ้น

นายไพทูล แพนชัยภูมิ ผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 5 (จ.ภูเก็ต) กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางศูนย์อนุรักษ์ฯ ได้ออกประกาศเตือนประชาชนที่ลักลอบจำหน่ายซากกัลปังหาในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตไปแล้ว โดยห้ามไม่ให้มีการจำหน่ายซากกัลปังหา เพราะเป็นการทำผิดกฎหมาย พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ตามมาตรา 20 ที่ห้ามมิให้ผู้ใดค้าสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง ซากสัตว์ป่าสงวน ซากสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือผลิตภัณฑ์ทำจากซากของสัตว์ป่าดังกล่าว ซึ่งมีโทษตามมาตรา 47 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 20 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสี่ปี่ หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แต่ล่าสุด เมื่อคืนวันที่ 3 ก.ค.54 เจ้าหน้าที่ศูนย์อนุรักษ์ได้รับแจ้งจากอาสาสมัครในพื้นที่ตำบลเชิงทะเล ว่า มีพ่อค้าลักลอบจำหน่ายกำไลที่ทำจากซากกัลปังหาที่บริเวณตลาดนัดในพื้นที่ ต.เชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ภายหลังรับแจ้งจึงนำกำลังเจ้าหน้าที่ พร้อมด้วยนายประจวบ โมฆรัตน์ เจ้าพนักงานประมงชำนาญงาน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เชิงทะเล อาสาสมัครตำบลเชิงทะเล เดินทางไปตรวจสอบ

จากการตรวจสอบพบว่า มีพ่อค้านำซากกัลปังหาที่ทำเป็นกำไลข้อมือมาจำหน่ายจริง จึงได้แสดงตัวจับกุม โดยจับกุมผู้ต้องหา 1 คน ชื่อ นายโกมล พัฒน์จร อยู่บ้านเลขที่ 303/2 หมู่ 2 ต.บ้านนา อ.บ้านนาเดิม จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยของกลาง 2 รายการ ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์กำไลข้อมือทำด้วยกัลปังหา จำนวน 120 ชิ้น และซากกัลปังหาจำนวน 20 ชิ้น

โดยกล่าวหาว่า มีไว้ครอบครองเพื่อค้าซึ่งสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง ซากสัตว์ป่าสงวนซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ. ศ. 2535 ตามมาตรา 20 ห้ามมิให้ผู้ใดค้าสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง ซากสัตว์ป่าสงวน ซากสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือผลิตภัณฑ์ทำจากซากของสัตว์ป่าดังกล่าว จึงได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ไปที่ สภ.เชิงทะเล เพื่อทำการบันทึกการจับกุม และนำตัวผู้ต้องหาพร้อมด้วยของกลาง และบันทึกจับกุมส่งพนักงานสอบสวน สภ.เชิงทะเล เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สำหรับกัลปังหาดำทุกชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามบัญชีแนบท้ายกฎกระทรวง จำพวกไม่มีกระดูกสันหลัง ลำดับที่ 2

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อดีตนายกเทพกระษัตรีร้องสื่อขอความเป็นธรรมหลังตำรวจบุกค้นบ้านยึดเงิน 5 แสนอ้างเกี่ยวซื้อเสียง


อดีตนายกเทศมนตรีเทพกระษัตรีร้องสื่อ เจ้าหน้าที่ตำรวจทำเกินกว่าเหตุ บุกค้นบ้านยึดเงินกว่า 5 แสนบาท อ้างเกี่ยวข้องการเมือง เตรียมเงินไว้ซื้อเสียง ยันเป็นเงินที่ได้จากการทำธุรกิจส่วนตัวไม่เกี่ยวเลือกตั้ง

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 28 มิ.ย.54 นายประสงค์ ไตรรัตน์ อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเทพกระษัตรี แถลงข่าวกับผู้สื่อข่าวหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเฉพาะกิจนำกำลัง เข้าตรวจค้นภายในบ้านเลขที่ 999 หมู่ที่ 1 ตำบลเทพกระษัตรี จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2554 ที่ผ่านมา พร้อมยึดเงินสดกว่า 5 แสนบาท ซึ่งอ้างว่าอาจเกี่ยวข้องกับการซื้อสิทธิขายเสียง ว่า

เมื่อเวลา 22.00 น. ของวันที่ 26 มิถุนายน 2554 มีกำลังเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจ นำโดย พ.ต.ท.สานิช หนูคง สารวัตป้องกันปราบปราม สภ.ถลาง และ ร.ต.อ.ธีรเดช จิรักษา สารวัตสืบสวนสอบสวน สภ.ทุ่งทอง พร้อมกำลังกว่า 30 นาย นำหมายศาลจังหวัดภูเก็ตเลขที่ 161/2554 ทำการปิดล้อมตรวจค้น โดยระบุว่า นายประสงค์ ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจค้นทุกซอกทุกมุมพร้อมทั้งยึดเงิน 542,000 บาทไปด้วย โดยบอกเพียงว่าขอยึดเงินไว้เพื่อทำการตรวจสอบ ว่าเงินดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ผ่านไปสองวันแล้วแต่ตนยังไม่ได้เงินคืน เมื่อสอบถามไปยังผู้เกี่ยวข้องก็ไม่มีผู้ใดตอบว่าจะได้เงินคืนวันไหน และล่าสุด เมื่อวานนี้ (27 มิ.ย.) ได้สอบถามไปยังหัวหน้าชุดที่เข้าตรวจค้นได้คำตอบว่าทาง กกต.จะส่งเงินดังกล่าวให้ กกต.ส่วนกลางพิจารณาว่าเกี่ยวข้องกับการซื้อเสียงหรือไม่ ซึ่งตนต้องการที่จะให้เจ้าหน้าที่ส่งเรื่องดังกล่าวให้ศาลไต่สวน

นายประสงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การออกมาร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนในครั้งนี้ เพื่อต้องการเรียกร้องความยุติธรรมเนื่องจากตนเป็นเพียงชาวบ้านที่ได้รับความเดือนร้อนจากกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจเนื่องจากเงินดังกล่าวเป็นเงินที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการซื้อเสียงแต่เป็นเงินที่มาจากการทำธุรกิจส่วนตัว เนื่องจากตนและภรรยามีห้องเช่า อพาร์ทเม้นท์ ร้านจำหน่ายอุปกรณ์เสริมสวย เต้นรถมือสอง จึงจำเป็นที่จะต้องสำรองเงินไว้เพื่อความสะดวกในการทำธุรกิจ

“ทุกคนมีสิทธิที่จะสนับสนุนผู้สมัคร และพรรคการเมืองที่มีนโยบายที่ตัวเองชื่นชอบ และที่บ้านผมก็มีโปสเตอร์หาเสียงของผู้สมัครทั้งเบอร์ 10 และเบอร์ 16 รวมทั้งโปสเตอร์หาเสียงของนักการเมืองท้องถิ่นอยู่ด้วย และการสนับสนุนพรรคการเมืองนั้น ไม่ใช่ว่าจะเป็นคนไม่ดีและซื้อเสียง ซึ่งเรื่องนี้คิดว่ามีคนอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน”

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ผญบ.เก้ากอเมืองคอนประกาศยกธงขาวคืนพื้นที่ยอมแพ้ขบวนการยาเสพติดหลังถูกข่มขู่ถึงชีวิต

ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านบ้านเก้ากอ อ.พรหมคีรี ประกาศยกธงขาวยอมแพ้ขบวนการค้ายาเสพติด คืนพื้นที่พร้อมขอขมา และเผาป้ายต่อต้านยาเสพติดทิ้ง หลังถูกข่มขู่ถึงชีวิต ในขณะที่หมู่บ้านนี้เคยเป็นหมู่บ้านเข้มแข็งปลอดยาเสพติดมาได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว 2 ปีซ้อน

วันที่ 26 มิ.ย.54 ที่ชุมชนบ้านเก้ากอ ม.2 ต.ทอนหงส์ อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเฉลิม กาญจนพิทักษ์ ผู้ใหญ่บ้าน พร้อมด้วยแกนนำชุมชนจำนวนหนึ่งซึ่งมีบทบาทในการต่อต้านยาเสพติดอย่างเข้มแข็ง ได้รวมตัวกันเพื่อประกาศยกธงขาวยอมแพ้กับขบวนการยาเสพติดในพื้นที่ โดยการประกาศขอขมาที่บังอาจต่อต้าน รวมทั้งถอนป้ายต่อต้านยาเสพติดที่ชุมชนเป็นผู้จัดทำขึ้นเผาทำลายทิ้ง เพื่อเป็นการคืนพื้นที่ให้กับขบวนการยาเสพติดทุกรูปแบบที่ระบาดหนักในพื้นที่ดังกล่าว แม้ว่าจะมีความพยายามกวาดล้าง แต่ไม่เป็นผลเนื่องจากนายเฉลิม พร้อมด้วยผู้นำชุมชนถูกคุกคามด้วยวิธีการต่างๆ อย่างหนักจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ต้องอยู่อย่างระมัดระวังตัวโดยตลอด

นายเฉลิม กาญจนพิทักษ์ ผู้ใหญ่บ้าน ม.2 ต.ทอนหงส์ กล่าวต่อว่า ตอนนี้ยาเสพติด ยาบ้า น้ำต้มกระท่อมสี่คูณร้อย เข้าถึงเยาวชนลูกหลานในระดับชั้นประถมเป็นที่เรียบร้อยทุกพื้นที่ในตำบลยอมรับว่า พวกเราต้านไม่ไหวแล้ว เกรงว่า ตัวเองจะเอาชีวิตไม่รอด สังคมเพื่อนฝูงก็กลัวเกรงไปหมด ทางหมู่บ้านจึงขอประกาศขอคืนพื้นที่เผาป้ายแดงกลางหมู่บ้านพร้อมทำพิธีขอขมาต่อผู้เสพผู้ค้าที่พวกเราบังอาจต่อต้านขัดขวาง และที่มาอาศัยอยู่หมู่บ้านเดียวกัน

“กระผมและคณะกรรมการหมู่บ้าน รวมทั้งประชาชนทุกคนในหมู่บ้านเก้ากอ หมู่ 1 ต.ทอนหงส์ อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช ต้องกราบขอโทษ ขอเขมาท่านผู้ค้ายาเสพติดทุกคนที่เคยต่อต้าน ต่อสู้กับพวกท่านทุกรูปแบบ แต่มาถึงวันนี้พวกกระผมขอยอมแพ้ และขอส่งมอบพื้นที่หมู่บ้านเก้ากอให้พวกท่านทั้งหลายเข้ามาค้าขายยาเสพติดได้อย่างอิสระ พวกกระทำจะไม่ต่อต้าน ไม่ขัดขวาง พวกท่านอีกต่อไป ขอให้พวกท่านได้โปรดเมตตากรุณาไว้ชีวิตพวกกระผมด้วย ต่อไปพวกกระผมสัญญาว่าจะให้ความร่วมมือ อำนวยความสะดวกให้กับพวกท่านอย่างเต็มที่” นายเฉลิม กล่าว

หลังจากนั้น จึงส่งมอบหนังสือส่งคืนพื้นที่ให้กับตัวแทนพ่อค้ายาเสพติด ท่ามกลางเสียงตบมือดังลั่นหมู่บ้าน ก่อนที่ชาวบ้านจะช่วยกันถอดป้ายต่อต้านยาเสพติด (ป้ายแดง) ทั้งหมดออกมาวางกองรวมกันกลางสี่แยก ก่อนนำทางมะพร้าว และเศษไม้มากองสุ่มข้างบนราดน้ำมันจุดไฟเผาป้ายทั้งหมดทันที อย่างไรก็ตามได้มีบรรดาแม่บ้านเกือบ 10 คน ร้องให้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความเสียใจที่บุตรหลานจะต้องผจญชะตากรรมกับการแพร่ระบาดของยาเสพติดที่ไร้การต่อต้าน

นายเฉลิม กาญจนพิทักษ์ กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ ว่า ตนและชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างหมู่บ้านให้เข้มแข็งมาร่วม 15 ปี ทั้งการต่อต้านยาเสพติด การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ และทรัพยากรธรรมชาติ การช่วยเหลือเกื้อกูลกันของคนในหมู่บ้าน รวมทั้งเรื่องของความเสมอภาค ความยุติธรรม มีศาลชุมชนเพื่อพิจารณาคดีความผิดเล็กๆ น้อยๆ กันเอง จนกลายเป็นหมู่บ้านต้นแบบในหลายๆ เรื่องมีหน่วยงานระดับสูงทั้งในและต่างประเทศเดินทางมาศึกษางานอย่างต่อเนื่อง แม้แต่คณะกรรมาธิการยุติธรรมวุฒิสมาชิก ทูตตานุทูตจากสหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศเดนทางมาเยี่ยมศึกษาดูงาน

นอกจากนี้ หมู่บ้านเก้ากอถือเป็นหมู่บ้านที่ต่อต้านยาเสพติดเข้มแข็งที่สุดในจังหวัดนครศรีธรรมราช และยังได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว 2 ปีซ้อน ในฐานะที่เป็นหมู่บ้านที่ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้จนเป็นที่ประจักษ์

แต่ในระยะเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมายาเสพติดทั้งยาบ้า น้ำต้มพืชกระท่อม กัญชา และยาไอซ์ แพร่ระบาดเข้ามาในหมู่บ้านอย่างหนัก แม้ตนและกำนัน ต.ทอนหงส์ คณะกรรมการหมู่บ้านจะพยายามต่อต้านจนสุดกำลังแต่ก็ยากที่จะต้านไหว เพราะเครือข่ายค้ายาเสพติดมีอิทธิพล บารมี สามารถบูรณาการเข้าถึงหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง จนไม่มีหน่วยงานใดเอาจริงเอาจัง การประกาศหมู่บ้านสีขาว หมู่บ้านปลอดยาเสพติด 100 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ว่าราชการจังหวัดก็เป็นเรื่องโกหก หลอกลวงทั้งเพ ไม่มีใครยอมรับความจริง ข้าราชการ หรือแม้แต่ครูอาจารย์รับรู้สถานการณ์ยาเสพติดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่มีใครกล้าพูดความจริง

“พ่อค้าเสพติดประกาศตั้งหัวตน 400,000 บาท คณะกรรมการและผู้นำท้องถิ่นคนอื่นๆ ก็มีค่าหัวลักลั่นกันไป แม้แต่ พ.ต.ท.กษิย์เดช ชาญกัน สวป.สภ.พรหมคีรี มีค่าหัวสูงถึง 1 ล้านบาท เมื่อช่วงต้นปลายปี 2553 ผู้นำท้องถิ่นใน อ.พรหมคีรี ทั้งหมดรวมตัวกันเดินทางเข้าร้องเรียนกับท่าน พล.ต.ต.กระจ่าง สุวรรณรัตน์ ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช จนมีการส่งกำลัง นปพ.เข้ามาร่วมปฏิบัติการกับผู้นำท้องถิ่นและชาวบ้าน โดยมีการเอ็กซ์เรย์ตรวจสอบกันอย่างจริงจังทั้งในสถานศึกษาระดับประถม มัธยม เด็กประถม 1 ห้องเรียน 42 คน มีสารเสพติดพบปัสสาวะสีม่วง โรงเรียนมัธยมไม่ต้องพูดถึง ครูอาจารย์ฝ่ายปกครองจับกุมยาบ้า ยาไอซ์ ทุกวัน แต่ไม่กล้ารายงานความจริงให้ผู้บังบัญชาทราบกำลังของท่านผู้บังคับการฯเหมือน “น้ำไกลดับไฟใกล้” มันจึงไม่ทันการณ์

นายเฉลิม กาญจนพิทักษ์ กล่าวอีกว่า จนกระทั้งมาถึงในปัจจุบันนี้ พบว่า พวกเราสู้ไม่ไหวอีกแล้ว หากสู้กันอย่างในสภาพเช่นนี้ตนและคณะกรรมการหรือแม้แต่ประชาชนที่เป็นแกนนำต้องสังเวยชีวิตให้กับพ่อค้ายาเสพติดอย่างแน่นอน จึงมีการประชุมและมีมติว่าสถานการณ์เช่นนี้เราต้องยอมรักษาชีวิตกันเอาไว้ก่อน

ประกอบกับเครือข่ายลูกโลกสีเขียวมีกำหนดจัดงานเครือข่ายลูกโลกสีเขียวสัญจรภาคใต้ ครั้งที่ 6 “ย้อนรอยประวัติศาสตร์ พระบรมธาตุ-เทือกเขาหลวง” ในวันที่ 8-9 กรกฎาคม 2554 ณ ชมรมอนุรักษ์บ้านวังลุง (น้ำตกสองรักษ์) ต.ทอนหงส์ อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช โดยมีเครือข่ายลูกโลกสีเขียวใน 14 จังหวัดภาคใต้ รวมทั้ง รวมทั้งชาวต่างชาติอีกหลายประเทศ จะเดินทางเข้ามาร่วมกิจกรรม เกรงว่า ในช่วงดังกล่าวะถูกพ่อค้ายาเสพติดก่อกวนสร้างความวุ่นวายปั่นป่วน ทำให้เสื่อมเสียภาพลักษณ์ของบ้านเมืองโดยรวม คณะกรรมการหมู่บ้านจึงตัดสินใจยอมสวามิภักดิ์ ส่งคืนพื้นที่ให้กับพ่อค้ายาบ้าในวันที่ 26 มิ.ย.ซึ่งตรงกับวันต่อต้านยาเสพติดโลกดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนั้น นายเฉลิม พร้อมด้วยแกนนำชาวบ้านได้ประกาศยกธงขาวที่หน้าป้ายต่อต้านยาเสพติดพร้อมกันนั้นได้ถอนป้ายดังกล่าวเผาทิ้งเพื่อแสดงเจตนาในการยอมแพ้ต่อขบวนการยาเสพติดในพื้นที่ ท่ามกลางความสนใจของหลายฝ่าย

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เปิดแล้วแข่งกีฬาร่มร่อนส่งเสริมท่องเที่ยวที่ภูเก็ต

เปิดแล้วแข่งขันร่มร่อน หรือพาราไกลดิ้ง แต่ต้องเลื่อนการแข่งขันออกไปเป็นวันที่ 25 มิ.ย.นี้เหตุภูมิอากาศไม่เอื้ออำนวย มีลมแรง ซึ่งเกรงว่าเป็นอันตรายแก่นักกีฬา

วันที่ 24 มิ.ย.54 ที่เนินกังหันลม แหลมพรหมเทพ บริเวณหาดในหาน ต.ราไวย์ อ.เมืองภูเก็ต นายวีระวัฒน์ จันทร์เพ็ญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ประธานเปิดการแข่งขันร่มร่อนภูเก็ต ครั้งที่ 2 ประจำปี 2554 Phuket Fun Fly โดยมีนายนิกร ฟูศักดิ์สมบูรณ์ รองนายกเทศมนตรีตำบลราไวย์ นายบัวยัญ สุวรรณมณี ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ต ทันตแพทย์ประเสริฐ เทพละออง ประธานชมรมร่มร่อนภูเก็ต และผู้แข่งขันเข้าร่วม

สำหรับการแข่งขันร่มร่อนในครั้งนี้ ทางชมรมร่มร่อนจังหวัดภูเก็ตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดขึ้น เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตและเป็นกิจกรรมทางด้านกีฬาที่เป็นสินค้าใหม่ทางด้านการท่องเที่ยวให้กับภูเก็ต

โดยนายวีระวัฒน์ กล่าวว่า กีฬาร่มร่อนหรือกีฬาพาราไกลดิ้ง ถือเป็นกีฬาที่ตื่นเต้น ท้าทายสำหรับนักท่องเที่ยว นับเป็นกีฬาใหม่ที่น่าสนใจและน่าส่งเสริมในระยะยาว เพราะเป็นกีฬาที่สามารถสร้างสีสันให้กับบรรยากาศการท่องเที่ยวของจังหวัดได้ดี อีกทั้ง ยังเป็นกีฬาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไม่มีเครื่องยนต์กลไกใดที่ทำให้เกิดมลพิษ

ขณะที่นายบัวยัญ ในฐานะผู้จัดงานและผู้ประสานงาน กล่าวว่า ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ต มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการสนับสนุนการแข่งขันครั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันเอเชียน บีชเกมส์ ที่จะเกิดขึ้นในปี 2557 ซึ่งการแข่งขันร่มร่อน หรือพาราไกลดิ้ง เป็นกีฬาชนิดหนึ่ง ที่บรรจุในการแข่งขันนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้การแข่งขันครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มของการท่องเที่ยวด้วยกีฬาทาง

แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากเปิดการแข่งขันแล้วทางนักกีฬาไม่สามารถแข่งขันได้ทันทีเนื่องจากวันนี้สภาพภูมิอากาศบริเวณที่จัดการแข่งขันไม่เอื้ออำนวย มีลมแรงเกินไป ซึ่งทางผู้จัดการการแข่งขันเกรงว่าจะเกิดอันตรายกับนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันจึงได้ประกาศเลื่อนการแข่งขันไปเป็นวันที่ 25 มิ.ย นี้ แทน หรือรอจนกว่าสภาพภูมิอากาศจะเอื้ออำนวย

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ตร.ภูเก็ตวิสามัญคนร้ายตาย1เจ็บ 1 หลังยิง ตร.จราจรที่ขอตรวจค้น



ตำรวจภูเก็ตวิสามัญคนร้ายตาย 1 เจ็บ 1 หลังก่อเหตุยิงตำรวจจราจรในพื้นที่กะรน ขณะสกัดจับหลังได้รับแจ้งมีชายวัยรุ่นท่าทางมีพิรุธขับรถจักรยานยนต์เข้ามาในพื้นที่ พบอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุตกอยู่ใกล้คนตายขณะที่คนเจ็บพบกระสุนปืนเพียบ เจ้าหน้าที่ตรวจเส้นทางหนีต้องตะลึงหลังพบคนร้ายโยนแผ่นหนังเสือและแผ่นทองแดงลงอักขระไว้ตลอดทางขณะที่ตัวคนร้ายทั้ง 2 คนพกของขลังจำนวนมาก

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 12 มิ.ย.54 พ.ต.ท.บุญเลิศ อ่อนกลาง สารวัตรเวร สภ.ฉลอง อ.เมืองภูเก็ต รับแจ้งว่ามีเหตุคนร้ายยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจจนได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ถูกเจ้าหน้าที่อีกชุดที่ติดตามจับกุมปิดล้อมมีการยิงปะทะกันจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ เหตุเกิดที่ซอยเกศขวัญ ถนนปฎัก ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต ขอให้เดินทางไปตรวจสอบด้วย

หลังจากนั้น พ.ต.อ.โกมล วัตรกรณ์ รองผู้บังกับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจังหวัดภูเก็ต ชุดสืบสวนสถานีตำรวจภูธรฉลอง เจ้าหน้าที่ตำรวจวิทยาการ แพทย์จากโรงพยาบาลเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุซึ่งเป็นอาคารที่กำลังก่อสร้างตึก 3 ชั้น พบชายวัยรุ่นถูกยิงเสียชีวิตอยู่ระหว่างประตู 1 คน และผู้มีได้รับบาดเจ็บ 1 คน นอนอยู่ในห้องของอาคารที่กำลังก่อสร้าง และร่วมกันชันสูจน์พลิกศพคนร้ายที่ถูกยิงเสียชีวิตทราบชื่อ คือนายอดิศร ทองย่น อายุ 18 ปี ชาว ต.เชิงทะเล สวมเสื้อยืดสีดำ นุ่งกางเกงยีนส์ ตรวจสอบในเบื้องต้นพบอาวุธปืน.38 จำนวน 1 กระบอก มีดพกสั้นจำนวน 1 ด้าม ที่ร่างกายมีบาดแผลถูกยิงหลายจุดและที่เอวของคนร้ายพบเครื่องรางของขลังจำนวนมาก

ส่วนที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บคือนายสมคิด คงถิ่น อายุ 21 ปี อยู่บ้านเลขที่ 111/3 ม.3 ต.เชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต สวมเสื้อยืดสีน้ำเงินและสวมทับด้วยเสื้อเจ๊กเก็ตสีกากีคล้ายเสื้อของทหารและสวมกางลายพราง ซึ่งนอนร้องครวญครางอยู่ในห้องไม่ห่างจากผู้เสียชีวิต โดยถูกยิงเข้าที่บริเวณขาขวา และข้อมือตรวจสอบพบซองอาวุธปืน 1 ซอง มีด 1 ด้าม และกระสุนปืน จุด 38 ซึ่งใส่อยู่ในกระเป๋าสะพายสีดำจำนวน 35 นัด มีหมวกแก็ปคล้ายของตำรวจ ซองใส่บัตรประจำตัวคล้ายของตำรวจ และใส่เครื่องรางของขลังที่เอวจำนวนมาก

จากการสอบถามในเบื้องต้นทราบว่าก่อนเกิดเหตุขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.ฉลอง กำลังขับรถตรวจการณ์ตามปกติ ในพื้นที่ตำบลราไวย์ จนกระทั่งมาถึงบริเวณหนองน้ำในหาน ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต พบชายวัยรุ่น 2 คน ขับขี่รถจักรยายนต์ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่นฟีโน่ สีขาวเหลือง หมายเลขทะเบียน ขฉร 199 ภูเก็ต มีท่าทางมีพิรุธโดยเอามือจับกระเป๋าที่ซุกไว้ระหว่างคนขับและคนซ้อนท้าย โดยคนขับมีลักษณะผอมสูง ส่วนคนซ้อนท้ายมีลักษณะอ้วนใหญ่ จึงเรียกให้หยุดเพื่อขอตรวจค้น แต่ปรากฏว่าทั้งคู่ไม่ยอมหยุด และได้เร่งเครื่องขับรถหนีไป ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้ประสานไปยังศูนย์วิทยุ สภ.ฉลอง ให้ช่วยแจ้งสกัดจับ

โดยขณะนั้น ส.ต.อ.หัฐพร ทองขาวบัว ผบ.หมู่งานจราจร สภ.ฉลอง ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ ต.กะรน พบเห็นบุคคลต้องสงสัยตามแจ้งที่บริเวณแยกหน้าร้านอาหารต้มยำกุ้ง ต.กะรน จึงได้ขับรถตามมาแต่คนร้ายก็พยายามขับรถหนีจนมาทันกันที่หน้าโรงแรมบริเวณโรงแรมอาทีน่า ซอยเกศขวัญ พยายามเรียกเพื่อขอตรวจค้น แต่คนร้ายได้ชักปืนยิงเข้าใส่ทันทีกระสุนโดนที่บริเวณขาทั้ง 2 ข้าง จำนวน 4 นัด

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ชักอาวุธปืนประจำกายยิงเข้าใส่คนร้ายซึ่งได้จบบาดเจ็บเลือดไหลเป็นทาง แต่คนร้ายยังพยายามขับรถหลบหนีเข้าไปในซอยโดยขับรถไปได้ประมาณ 100 เมตร ก็ทิ้งรถและวิ่งหลบหนีเข้าไปทางด้านข้างของโรงแรม ซึ่งเป็นป่ากล้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับแจ้งและติดตามจับกุมคนร้ายอีกชุดจึงเข้าทำการปิดล้อม คนร้ายได้ยิงเข้าใส่เข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกครั้งโดยเจ้าหน้าที่ยิงสวนกลับไป

หลังจากนั้นคนร้ายได้วิ่งหลบหนีเข้าไปในอาคารที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างเมื่อเสียงปืนสงบลงทางเจ้าหน้าที่จึงได้เข้าไปตรวจสอบพบว่าคนร้ายถูกยิงเสียชีวิต 1 คน และได้รับบาดเจ็บจำนวน 1 คน ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลป่าตอง

พ.ต.อ.โกมล กล่าวว่า จากการที่เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบบริเวณเส้นทางที่คนร้ายวิ่งหนีเพื่อค้นหาอาวุธปืนที่คาดว่าน่าจะถูกทิ้งหรือตกหลังจากถูกเจ้าหน้าที่ยิง พบว่าตลอดเส้นทางที่คนร้ายวิ่งหนีพบแผ่นหนังเสือขนาดต่างๆตั้งแต่ 3 นิ้วประมาณ 7 แผ่น

นอกจากนั้น ยังมีแผ่นทองแดงที่ลงอักขระอีกจำนวนมาก ที่ถูกคนร้ายโยนทิ้งไว้ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนว่าคนร้ายทั้ง 2 เกี่ยวของกับคดีอะไรบ้าง

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ตร.ทางหลวงจับอดีต ตร.ปราบปรามพร้อมกัญชาเกือบ 400 กิโลฯ

ทางหลวงจับอดีตตำรวจปราบปรามเมืองขอนแก่น ได้พร้อมของกลางกัญชาเกือบ 400 กิโลกรัม

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 9 มิ.ย.54 พ.ต.ต.เจริญพงษ์ ขันติโล สว.ส.ทล.4 กองกำกับ 2 บก.ทล. (ชุมพร) ได้รับแจ้งจากสายข่าวว่าจะมีขบวนการขนยาเสพติดผ่านเข้ามาในพื้นที่รับผิดชอบ จึงสั่งการให้นำกำลังไปตั้งด่านตรวจสกัดบริเวณถนนสายเอเชีย 41 ขาล่องใต้ระหว่างหลัก กม.18-19 ต.วิสัยเหนือ อ.เมือง จ.ชุมพร

กระทั่งพบรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า สีบอร์นด์ทอง สี่ประตู ทะเบียน ฌท - 6794 กรุงเทพมหานคร ตามที่ได้รับรายงานจากสายข่าว จึงส่งสัญญาณเพื่อขอตรวจค้น แต่รถคันดังกล่าวกลับเร่งเครื่องฝ่าด่านตรวจไปอย่างรวดเร็ว จึงไล่ติดตาม จนทันขณะรถคนร้ายขับยูเทิร์นกลับรถไปทางเลนขาขึ้นบริเวณหลัก กม.ที่ 21- 22 ต.วิสัยเหนือ อ.เมืองชุมพร แล้วเลี้ยวรถเข้าไปในถนนลูกรัง ทางเข้าหมู่บ้าน หมู่ 4 ต.วิสัยเหนือ แต่ด้วยไม่ชำนาญทางได้หนีไปเจอทางตัน

จากนั้นคนร้ายได้ทิ้งรถกระโดดหลบหนีเข้าสวนยาพาราของชาวบ้าน เจ้าหน้าที่จึงได้ประสานขอกำลังปิดล้อม โดยมีชาวบ้านได้ให้ความช่วยเหลือ จนสามารถจับผู้ต้องหารายนี้ได้ ขณะหลบไปซ่อนตัวอยู่ในสระน้ำของชาวบ้าน ทราบชื่อ จ.ส.ต.มงคล ภูมิพิพัฒน์ อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 159/108 ม.16 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น

ตรวจค้นในรถพบลังห่อถุงพลาสติกสีดำปิดผนึกอย่างดีวางเรียงอยู่บริเวณเบาะตอนหลัง จำนวน 7 ลัง และกระบะหลังอีก 3 ลัง จากการตรวจสอบพบว่าภายในบรรจุกัญชาอัดแท่ง รวม 399 แท่ง น้ำหนัก 399 กิโลกรัมเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัว จ.ส.ต.มงคล พร้อมรถยนต์ไปสอบสวนขยายผลที่สถานีตำรวจทางหลวงชุมพร

จากการสอบสวนในเบื้องต้นพบว่าผู้ต้องหาเคยเป็นตำรวจเป็น ผบ.หมู่งานป้องกันและปราบปราม สภ.เมืองขอนแก่น แต่ถูกออกจากราชการเนื่องจากต้องคดีค้าสัตว์ป่าสงวนตัวนิ่ม โดยใช้รถตู้ของทางราชการ ที่ จ.เพชรบุรี เมื่อกลางปีที่ผ่านมา แล้วมารับจ้างขนกัญชาให้นายทุนรายหนึ่งจากฝั่งลาว ไปส่งให้กับลูกค้าในจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยจะมีคนมาคอยรับช่วงต่อตามจังหวัดต่างตามที่นัดหมาย 3 ช่วงด้วยกันจนถึงเป้าหมาย

สำหรับผู้ต้องหารายนี้รับช่วงต่อมาจากนายเจ๊ก ไม่ทราบชื่อจริงและนามสกุล ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร เพื่อมุ่งหน้าไปส่งต่อช่วงในพื้นที่ จ.ชุมพร แต่ก็มาถูกจับเสียก่อน เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหามียาเสพติดให้โทษ ประเภท 5 กัญชา ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พร้อมนำตัวผู้ต้องหาและของกลางทั้งหมดส่งที่กองบัญชาสอบสวนกลาง เพื่อขยายผลถึงขบวนการใหญ่ต่อไป

ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์